ฟาร์มมะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์ที่ดูแลจัดการด้วยระบบ Smart Farm

ถ้าพูดถึง “เกษตรนวัตกรรม” หลายคนอาจนึกถึงโรงเรือนสวย ๆ ระบบอัตโนมัติ เครื่องมือไฮเทค หรือการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ที่ดูเหมือนอยู่ไกลตัว แต่สำหรับ เมนโน โปรเกษตร (Menno ProKaset) ฟาร์ม ปลูกมะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์ เกษตรนวัตกรรม ไม่ใช่เรื่องของเครื่องมือเท่านั้น แต่คือ “วิธีคิด” และ “วิธีจัดการ” ที่ต้องเริ่มจากสิ่งที่พื้นฐานที่สุด

เมนโน โปรเกษตร ไม่ได้เป็นเพียงฟาร์ม ปลูกมะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์ ทั่วไป แต่คือพื้นที่ทดลอง ผสมผสาน และพัฒนา “เกษตรนวัตกรรม” ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี คุณภาพ และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งคุณ Menno Keppel เกษตรกรชาวเนเธอร์แลนด์ ได้ทดลองนับครั้งไม่ถ้วน จนเกิดเป็นฟาร์ม เพื่อถ่ายทอดแนวคิด ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจสู่ผู้ที่สนใจเกษตรยุคใหม่ เพราะอยากเห็นว่า “Smart Farming ที่ปลูกได้จริงในไทย”

โรงเรือน มะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์

จุดเริ่มต้นในการทำฟาร์ม ปลูกมะเขือเทศไฮโดรโปรนิกส์

เมนโน โปรเกษตร ไม่ได้เริ่มต้นจากความฝันว่าจะเป็น “ฟาร์มชื่อดัง” หรือ “เกษตรกรต้นแบบ” หากแต่เริ่มจากคำถามธรรมดา ๆ ของคุณเมนโนที่ว่า “ทำอย่างไรให้การปลูกพืชคุณภาพสูงในประเทศไทยเกิดขึ้นได้จริง”

จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้ไม่ได้อยู่ที่แปลงปลูก แต่อยู่ที่ “เมล็ดพันธุ์” เมนโนเริ่มจากการนำเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศจากต่างประเทศเข้ามาในไทย เปิดบริษัท ทำธุรกิจด้านโรงเรือน และอุปกรณ์ทางการเกษตร ก่อนจะพบความจริงที่เปลี่ยนมุมมองของเขาไปตลอดกาล เขาพบว่าหลายคนลงทุนกับโรงเรือนที่ดีมาก เทคโนโลยีทันสมัย ราคาไม่ใช่น้อย แต่กลับยังปลูกพืชไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะสิ่งที่ขาดไม่ใช่อุปกรณ์ แต่คือ “ความเข้าใจพืช” โรงเรือนดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ ถ้าคนปลูกยังไม่รู้ว่าพืชต้องการอะไรในแต่ละวัน แต่ละช่วงวัย และแต่ละฤดูกาล นั่นจึงเป็นจุดที่เมนโนตัดสินใจสร้าง “เมนโน โปรเกษตร” ขึ้นมา

โรงเรือน มะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน คุณเมนโนเคยมาอยู่ประเทศไทยช่วงสั้น ๆ เพื่อทำเคสศึกษาเรื่องมะเขือเทศและพริกหวาน เขาเห็นช่องว่างชัดเจนในตลาดเชียงใหม่ว่ามีผู้ปลูกน้อย ตลาดพึ่งพาคนกลาง ชาวสวนเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ยาก และในเวลานั้นมะเขือเทศแดงสดแบบที่เราคุ้นตาในวันนี้แทบไม่มีให้เห็น การปลูกกลางแจ้งก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง ฤดูร้อนปลูกไม่ได้ ฤดูฝนต้นตายง่าย ทำให้เกิดภาวะ “มีตลาดแต่ไม่มีของ” และ “มีของแต่ไม่มีตลาด” สลับกันไปมา

สุดท้ายเมนโนจึงเลือกทางที่ยากกว่าแต่มั่นคงกว่า นั่นคือการทำโรงเรือนปิด แยกสภาพแวดล้อมภายในออกจากอากาศภายนอกอย่างสิ้นเชิง และปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ เพื่อให้สามารถควบคุมทุกปัจจัยที่พืชต้องการได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่น้ำ ปุ๋ย แสง อุณหภูมิ ความชื้น ไปจนถึงจังหวะการเจริญเติบโตของพืชในแต่ละช่วง

วันนี้เมนโนโปรเกษตรมีโรงเรือนทั้งหมด 7 โรงเรือน และมีห้อง Control Room เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำ ปุ๋ย ระบบshading ม่านบังแสง ไฟ พัดลม ไปจนถึงเซนเซอร์ที่เก็บข้อมูลสภาพอากาศ แสง ความชื้น ฝน และลม ข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาวิเคราะห์และตั้งค่าระบบแบบอัตโนมัติ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นหน้าที่ของคน เพราะคุณเมนโนเชื่อเสมอว่า “Smart Farming ต้องมี Smart Farmer อยู่ด้วย”

คุณเมนโนเล่าว่า “เมนโน โปรเกษตร (Menno ProKaset) จริง ๆ ไม่ใช่แค่ชื่อฟาร์ม แต่คือ วิธีการทำการเกษตร” โรงเรือนที่ดี ต้องมาพร้อมความเข้าใจพืชและการจัดการที่ถูกต้อง เป้าหมายของเขาไม่ใช่ปลูกเก่งคนเดียว แต่คือ อยากให้คนไทยปลูกได้จริง เป็นพื้นที่เรียนรู้ ทดลอง และพัฒนา อย่างต่อเนื่อง

เรื่องเล่าของมะเขือเทศจากหลากหลายสายพันธุ์

มะเขือเทศในฟาร์มเมนโนโปรเกษตร ไม่ได้มีเพียงสายพันธุ์เดียว แต่เป็นการรวมตัวของมะเขือเทศหลายสายพันธุ์ หลายขนาด หลายสี ที่ถูกคัดเลือกมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้เหมาะกับการปลูกในระบบโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม และตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ รสชาติ และการใช้งานของตลาดปลายทาง

ในกลุ่มมะเขือเทศผลใหญ่ ฟาร์มปลูก มะเขือเทศลูกใหญ่ (Beef Tomato) ซึ่งมีจุดเด่นที่เนื้อแน่น ผลใหญ่ รูปทรงสวย ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว เหมาะกับการนำไปทำสลัด แซนด์วิช หรือเมนูอาหารตะวันตก ขณะเดียวกันยังมี มะเขือเทศทรัสส์ (Truss Tomato) ที่เก็บเกี่ยวทั้งพวง ให้ภาพลักษณ์สวยงาม มีกลิ่นหอมเฉพาะ และเป็นที่ต้องการของร้านอาหารและตลาดพรีเมียม การปลูกทรัสส์ต้องอาศัยการควบคุมแสง น้ำ และการแต่งลูกอย่างแม่นยำ เพื่อให้พวงมีความสมดุลและสม่ำเสมอ

ในกลุ่มผลเล็ก ฟาร์มมี มะเขือเทศเชอร์รี่ (Cherry Tomato) และ มะเขือเทศเชอร์รี่แดง (Red Berry)  มะเขือเทศผลเล็กสีแดงสด ซึ่งโดดเด่นเรื่องรสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อแน่น มีกลิ่นหอมเหมือนผลไม้ มีวิตามินและแร่ธาตุสูง โดยเฉพาะสารไลโคปีน ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  ให้ผลดก และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ เหมาะกับการบริโภคสด มะเขือเทศกลุ่มนี้ต้องการการจัดการที่ละเอียด โดยเฉพาะเรื่องแสงและธาตุอาหาร เพื่อคงความหวานและขนาดผลให้สม่ำเสมอในทุกพวง

อีกหนึ่งกลุ่มที่สะท้อนเอกลักษณ์ของฟาร์ม คือ มะเขือเทศสีเขียว (Green Olive) ซึ่งเก็บเกี่ยวในช่วงที่ผลยังเขียว ให้รสชาติสด เปรี้ยวเล็กน้อย เหมาะกับการปรุงอาหารเฉพาะทาง และเป็นที่นิยมในครัวตะวันตก รวมถึง มะเขือเทศแฮร์ลูมสายพันธุ์ดั้งเดิม (Heirloom) ที่มีรูปทรงและสีสันไม่เหมือนกันในแต่ละลูก ให้รสชาติซับซ้อน เป็นธรรมชาติ และเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม มะเขือเทศสีเหลือง–ส้ม เช่น มะเขือเทศซิทริน (Citrine) , มะเขือเทศเพอริดอท (Peridot)  และ มะเขือเทศโทแพซ (Topaz)  ซึ่งมีจุดเด่นที่สีสวย กรดต่ำ รสชาติหวานละมุน เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบรสเปรี้ยวจัด และนิยมใช้ในการจัดจานอาหารหรือเมนูพรีเมียมที่ต้องการความแตกต่างทางสีสัน ฟาร์มยังปลูก มะเขือเทศทรงยาวอย่าง มะเขือเทศเพอรินี (Perini) ซึ่งมีลักษณะผลเรียวยาว เนื้อแน่น เมล็ดน้อย เหมาะกับการนำไปปรุงอาหาร เช่น ซอส อบ หรือเมนูที่ต้องการเนื้อสัมผัสดี และ มะเขือเทศเมนิโต (Menito) ซึ่งเป็นมะเขือเทศผลเล็ก ให้ผลดก

สำหรับเมนโนโปรเกษตรให้ความสำคัญกับมาตรฐานตั้งแต่เมล็ดพันธุ์จนถึงมือผู้บริโภค ทุกขั้นตอนมีการควบคุมและบันทึกข้อมูล ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในความปลอดภัยและคุณภาพภายใต้แบรนด์ “Take me home tomato”  ความหลากหลายของสายพันธุ์ในฟาร์มแห่งนี้ มีไว้เพื่อย้ำแนวคิดเดียวกันว่า คุณภาพที่ดี เริ่มต้นจากการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม และการดูแลที่เข้าใจพืชอย่างแท้จริง

การเลือกสายพันธุ์ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่คือการมองไปถึง “ความเหมาะสมกับระบบ” ตั้งแต่เนิร์สเซอรี่ การเจริญเติบโตในโรงเรือน การควบคุมแสง น้ำ และธาตุอาหาร ไปจนถึงความต้องการของตลาดปลายทาง มะเขือเทศแต่ละลูกจึงเป็นผลลัพธ์ของการทดลอง การสังเกต และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การปลูก จากเมล็ดเล็ก ๆ สู่วันเก็บเกี่ยว

การปลูกมะเขือเทศของฟาร์มเริ่มต้นจากการเพาะเมล็ดในเนิร์สเซอรี่ประมาณ 40–45 วัน ช่วงนี้ต้นกล้าจะถูกดูแลอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเพาะเมล็ด

การกราฟติ้ง ในช่วงอายุประมาณ 14–16 วัน หรือประมาณ 20 วันในหน้าหนาว และเลี้ยงต่อจนต้นแข็งแรง มีขนาดสม่ำเสมอ
โรงเรือน มะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์
เมื่อเริ่มเห็นตุ่มดอก ก่อนย้ายเข้าสู่ก้อนปลูกและโรงเรือนหลัก ประมาณหนึ่งสัปดาห์จะเริ่มออกดอก และใช้เวลา 6–8 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตชุดแรก

โดยรวมแล้ว การปลูกมะเขือเทศตั้งแต่ระยะเพาะเมล็ดจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกจะใช้เวลาประมาณ 3–3 เดือนครึ่ง และหากดูแลต้นอย่างเหมาะสม สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อเนื่องได้อีก ทำให้รอบการปลูกทั้งหมดตั้งแต่เพาะเมล็ดจนสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวมีระยะเวลาประมาณ 6–8 เดือน ทั้งหมดนี้ทำให้ฟาร์มสามารถวางแผนการผลิตและควบคุมคุณภาพผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี

หัวใจของคุณภาพ เริ่มตั้งแต่ “เนิร์สเซอรี่”

สำหรับคุณเมนโน คุณภาพของผลผลิตเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเวลาที่เมล็ดเล็ก ๆ ถูกเพาะลงในเนิร์สเซอรี่ เพราะเขาเชื่อมาโดยตลอดว่า “ถ้าต้นกล้าดี ทุกอย่างจะดี”

เนิร์สเซอรี่จึงเป็นพื้นที่ที่ฟาร์มให้ความสำคัญอย่างมาก ทุกปัจจัยถูกควบคุมอย่างละเอียด เพื่อให้ต้นกล้าทุกต้นเติบโตไปพร้อมกัน มีขนาดใกล้เคียงกัน แข็งแรง และพร้อมสำหรับการย้ายเข้าสู่โรงเรือนผลิตจริง หากต้นกล้ามีความแตกต่างกันตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นต้นเล็ก ต้นใหญ่ หรือการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ การจัดการในขั้นตอนถัดไปจะยากขึ้นทันที เพราะพืชแต่ละต้นจะต้องการน้ำ แสง และธาตุอาหารไม่เท่ากัน

โรงเรือน มะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์

ในเนิร์สเซอรี่ของฟาร์ม ทุกต้นต้องได้รับปัจจัยเท่ากัน ตั้งแต่แสง อุณหภูมิ ความชื้น ไปจนถึงการให้น้ำและธาตุอาหาร เป้าหมายสำคัญคือทำให้ต้นมีความสูงและขนาดใกล้เคียงกัน เพื่อให้รับแสงได้เท่ากัน และสามารถดูแลในระบบเดียวกันได้ เมื่อถึงเวลาย้ายเข้าโรงเรือนใหญ่ ต้นกล้าจะถูกคัดเลือกอีกครั้ง โดยเลือกเฉพาะต้นที่เริ่มเห็นตุ่มดอกแล้ว เพราะนั่นหมายถึงต้นมีความพร้อม และจะสามารถออกดอก ติดผลได้อย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป

ฟาร์มยังให้ความสำคัญกับการทดลองวัสดุปลูกในช่วงเนิร์สเซอรี่ เช่น การเปรียบเทียบระหว่างฟองน้ำกับ กรอดดาน (Grodan) ซึ่งเป็นวัสดุปลูกประเภทใยหิน (Rockwool) ผลิตจากหินภูเขาไฟ หลอมและขึ้นรูป มีคุณสมบัติอุ้มน้ำดี ระบายน้ำสม่ำเสมอ และควบคุมความชื้นได้แม่นยำ เหมาะกับการเพาะกล้าและปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์และโรงเรือน

การเพาะเมล็ดมะเขือเทศจะใช้เวลาประมาณ 40–45 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ หากอากาศเย็นจะใช้เวลานานขึ้น แต่ถ้าอากาศร้อนการเจริญเติบโตจะเร็วขึ้น ต้นกล้าที่มีอายุประมาณ 14–16 วัน หรือประมาณ 20 วันในช่วงอากาศหนาว จึงจะนำมากราฟได้ จากนั้นจะเลี้ยงต่อจนต้นแข็งแรง ก่อนย้ายเข้าสู่ก้อนปลูกขนาดใหญ่และเข้าสู่โรงเรือนหลัก

ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดเดียวกันของฟาร์มว่า คุณภาพไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงท้าย แต่เป็นผลลัพธ์ของการดูแลอย่างเข้าใจตั้งแต่จุดเริ่มต้น และเนิร์สเซอรี่ก็คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ทั้งระบบเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

ศูนย์กลางที่ทำให้ฟาร์ม “คิดเป็นระบบ”

ห้องควบคุมการจ่ายน้ำอัตโนมัติ (Irrigation and Fertigation control) ท่ามกลางโรงเรือนทั้ง 7 หลังของฟาร์มเมนโนโปรเกษตร มีห้องหนึ่งที่ไม่ได้ปลูกพืช แต่กลับเป็นหัวใจสำคัญของทั้งฟาร์ม ห้องนั้นคือ ห้องควบคุมการจ่ายน้ำอัตโนมัติ (Irrigation and Fertigation control) ห้องที่เป็นหัวใจทำให้ฟาร์มแห่งนี้ทำงานเป็นระบบ ในห้องควบคุมทุกระบบของฟาร์มถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ตั้งแต่น้ำ ปุ๋ย ระบบม่านบังแสง การเปิด–ปิดไฟ พัดลม ไปจนถึงเซนเซอร์ที่คอยเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นแสง ความชื้น ฝน ปริมาณน้ำฝน หรือความเร็วลม ข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมและแสดงผลในจุดเดียว ทำให้ทีมงานสามารถมองเห็นภาพรวมของทั้งฟาร์มได้พร้อมกัน ไม่ใช่แค่ดูทีละโรงเรือน แต่เห็นการทำงานของระบบทั้งหมดในเวลาเดียวกัน

รายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัด คือการออกแบบระบบ ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์จะมีปัญหา แต่แผงวงจรหลักยังทำงานอยู่ ข้อมูลก็ยังคงถูกบันทึกและทำงานต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับฟาร์มแห่งนี้ “ความต่อเนื่องของข้อมูล” คือสิ่งสำคัญ เพราะข้อมูลไม่ใช่แค่ตัวเลขในวันนี้ แต่คือฐานความรู้สำหรับการตัดสินใจในวันถัดไปและในระยะยาว ห้องควบคุมการจ่ายน้ำอัตโนมัติ จึงไม่ได้เป็นแค่ศูนย์ควบคุมระบบ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยง “ข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจของคนปลูก” เข้าด้วยกันอย่างแท้จริง

ปลูกมะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์

โรงเรือนที่ทำให้ทุกฤดูกาลไม่ใช่อุปสรรคในการปลูกต้นไม้อีกต่อไป

 สิ่งแรกที่หลายคนสังเกตเห็นคือ ต้นมะเขือเทศไม่ได้ตั้งอยู่กับค้างแบบที่คุ้นเคย แต่ถูก ห้อยพยุงด้วย ฮุค (hook) ทำจากเส้นใยพิเศษ  ไม่บาดต้น รับน้ำหนักได้ดี จากโครงสร้างด้านบน ต้นแต่ละต้นค่อย ๆ เลื้อยขึ้นตามแนวดิ่ง มีพื้นที่ให้ใบรับแสงได้เต็มที่ และลดการทับซ้อนของต้นพืช ระบบฮุคนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความเป็นระเบียบเท่านั้น แต่ช่วยให้ต้นรับน้ำหนักของลำต้นและผลได้ดี ลดการหักล้ม และทำให้การจัดการใบ การตัดแต่ง และการเก็บเกี่ยวทำได้ง่ายและแม่นยำขึ้น

โรงเรือนคือพื้นที่ที่ทำให้การปลูกพืช “หลุดออกจากความไม่แน่นอนของธรรมชาติ” และกลายเป็นระบบที่สามารถวางแผน คาดการณ์ และควบคุมคุณภาพได้จริง โรงเรือนทำให้ฟาร์มสามารถปลูกมะเขือเทศได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องลุ้นกับฤดูฝน ความร้อน หรือความผันผวนของอากาศเหมือนการปลูกกลางแจ้ง โรงเรือนของฟาร์มถูกออกแบบให้แยกสภาพแวดล้อมภายในออกจากภายนอกอย่างชัดเจน ภายในใช้ระบบปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ ทำให้สามารถควบคุมธาตุอาหาร น้ำ และปัจจัยการเจริญเติบโตได้อย่างแม่นยำ

ระบบน้ำหยด ที่จ่ายน้ำและปุ๋ยตรงถึงรากในปริมาณที่พอดี ทุกต้นได้รับสิ่งที่ต้องการในช่วงเวลาที่เหมาะสม ส่งผลให้ผลผลิตมีความสม่ำเสมอ ทั้งขนาด รสชาติ และคุณภาพ ฟาร์มสามารถให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 20–25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และมะเขือเทศหนึ่งพวงมีน้ำหนักมากกว่า 200 กรัมขึ้นไป

โครงสร้างของโรงเรือนถูกออกแบบร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำให้เกิดการไหลเวียนอากาศภายในได้เอง ลดภาระการใช้พัดลม และช่วยให้บรรยากาศภายในเย็นกว่าภายนอก แม้จะอยู่ในสภาพอากาศร้อนอย่างประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความเครียดของพืช และทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

การควบคุมคุณภาพไม่ได้เริ่มต้นแค่วันที่เก็บเกี่ยว แต่เริ่มตั้งแต่ต้นกล้า การจัดการใบ การควบคุมแสง และการตัดแต่งผล มะเขือเทศในโรงเรือนจะถูกจัดการให้มีจำนวนลูกต่อพวงอยู่ที่ประมาณ 12–14 ลูก เพื่อให้พืชให้ผลที่สม่ำเสมอ หากพบโรคในต้นพืช จะถูกตัดทิ้งทันที เพื่อไม่ให้กระทบต่อทั้งระบบ

แม้ในโรงเรือนหนึ่งจะมีมะเขือเทศมากถึงประมาณ 7,600 ต้น แต่ใช้คนดูแลเพียง 2 คนเท่านั้น เนื่องจากระบบน้ำ ปุ๋ย แสง และสภาพแวดล้อมถูกจัดการด้วยเทคโนโลยี คนจึงไม่ต้องเสียเวลาไปกับงานซ้ำ ๆ แต่สามารถโฟกัส และพัฒนากับงานทส่วนอื่นๆ ได้ เช่น การสังเกตต้นพืช การตัดแต่ง และการป้องกันโรคและแมลง ซึ่งเป็นงานที่เครื่องจักรยังทำแทนไม่ได้

เรื่องโรคและแมลง ที่ต้องจัดการด้วยความเข้าใจ

แม้โรงเรือนจะถูกออกแบบให้แยกจากโลกภายนอกอย่างชัดเจน แต่สำหรับเมนโนโปรเกษตร “โรงเรือนปิด” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดศัตรู” เพราะศัตรูตัวจริงของการปลูกพืชในระบบควบคุมสภาพแวดล้อม ยังหนีไม่พ้น โรคและแมลง โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่ความชื้นสูง และช่วงเวลาที่ต้องเปิดไฟในเวลากลางคืน ในวันที่ฝนตกต่อเนื่อง แสงธรรมชาติลดลง ฟาร์มจำเป็นต้องเปิดไฟเสริมให้พืชสังเคราะห์แสงได้ตามปกติ แสงเหล่านี้เองที่กลายเป็นแรงดึงดูดให้แมลงจากภายนอก เช่น เพลี้ยไฟ และ แมลงหวี่ขาว เมื่อไข่ฟักตัว ก็จะเริ่มดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ยอดชะงัก ใบหงิก ใบเหลือง และในบางกรณีอาจนำพาเชื้อไวรัสเข้ามาสู่พืช ส่งผลต่อคุณภาพและผลผลิตในระยะยาว

โรคก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่มาพร้อมกับความชื้น โดยเฉพาะโรคเชื้อราในช่วงหน้าฝน หากการระบายอากาศไม่ดีพอ หรือความชื้นสะสมมากเกินไป เชื้อราสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ในระบบโรงเรือนที่ทุกต้นเชื่อมโยงกัน การปล่อยให้โรคเกิดแล้วค่อยแก้ อาจหมายถึงการสูญเสียทั้งแปลง

ด้วยเหตุนี้ คุณเมนโนจึงย้ำเสมอว่า การป้องกันต้องมาก่อนการแก้ไข ฟาร์มเลือกใช้การจัดการเชิงรุก ตั้งแต่การเฝ้าระวัง ไปจนถึงการวางแผนรับมือก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม โดยมีการวางแผนการให้ยาและการป้องกันยาวไปจนถึงปีหน้า หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ กับดักแมลงสองสี ที่ถูกติดตั้งไว้ภายในโรงเรือนอย่างเป็นระบบ กับดักสีเหลือง ถูกใช้เพื่อดึงดูดแมลงปีกขาวและหนอนชอนใบ เพราะแมลงกลุ่มนี้มองเห็นสีเหลืองได้ชัดและจะบินเข้าหาโดยธรรมชาติ ขณะที่กับดัก สีน้ำเงิน ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับเพลี้ยไฟโดยเฉพาะ การใช้สองสีควบคู่กันช่วยให้ฟาร์มสามารถครอบคลุมศัตรูพืชหลักได้หลากหลายชนิด และยังทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า หากพบว่ามีแมลงเพิ่มขึ้นผิดปกติ ทีมงานจะรู้ทันทีว่าต้องเริ่มปรับแผนการจัดการแล้ว

ปลูกมะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์

ปลูกพืชต้องคิดไกลกว่าผลผลิตตรงหน้า

หนึ่งในเรื่องที่ฟาร์มให้ความสำคัญคือการจัดการน้ำและปุ๋ย ในระบบไฮโดรโปนิกส์ น้ำและธาตุอาหารคือหัวใจของการปลูกพืช เมนโนโปรเกษตรจึงเลือกแนวทางนำน้ำปุ๋ยบางส่วนกลับมาใช้ใหม่ หลังผ่านกระบวนการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม เพื่อลดการสูญเสีย ลดการใช้น้ำใหม่โดยไม่จำเป็น และทำให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยจะใช้ไม่เกิน 20% ผสมกับน้ำและปุ๋ยใหม่อีก 80% น้ำในระบบจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นของใช้แล้วทิ้ง แต่เป็นทรัพยากรที่ต้องหมุนเวียนและบริหารจัดการอย่างมีสติ

วัสดุปลูกก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดเกษตรยั่งยืนของฟาร์ม เมื่อวัสดุปลูกในโรงเรือนหมดอายุการใช้งานสำหรับระบบเชิงพาณิชย์ เมนโนโปรเกษตรไม่ได้เลือกทิ้งให้กลายเป็นของเสีย แต่ส่งต่อให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรในพื้นที่นำไปใช้ปลูกพืชต่อในระบบอื่น วัสดุที่อาจไม่เหมาะกับการปลูกเชิงควบคุมแล้ว ยังสามารถสร้างประโยชน์และต้นพืชใหม่แปลงปลูกของคนอื่นได้ แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดขยะทางการเกษตร แต่ยังเชื่อมโยงฟาร์มเข้ากับชุมชนรอบข้างอย่างเป็นรูปธรรม

เกษตรยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการลดอย่างเดียว แต่คือการ “จัดการให้พอดี” พอดีกับพืช พอดีกับทรัพยากร และพอดีกับบริบทของพื้นที่ เมื่อระบบถูกออกแบบให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ฟาร์มก็สามารถเดินหน้าผลิตอาหารคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้สิ่งแวดล้อมหรือคนรุ่นถัดไป

สำหรับผู้ที่สนใจเกษตรนวัตกรรม การปลูกพืชในโรงเรือน เวิร์กช็อปและการแชร์องค์ความรู้จากประสบการณ์จริง สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทาง Facebook: MennoProkaset (แอบกระซิบ… เดือนมีนาคมนี้มีกิจกรรมพิเศษสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นเส้นทางเกษตรยุคใหม่ด้วยนะคะ

เรื่อง สุธินี สุปรีดิ์วรกิจ

ภาพ ณภัทร เจริญสันต์

รวม 9 รูปแบบ การปลูกพืชที่ไม่ใช้ดิน (Soilless Culture) และชนิดพืชที่ปลูกได้

ติดตามบ้านและสวน Garden&Farm