โอ้กะจู๋

โอ้กะจู๋ การเดินทางที่มากกว่าการปลูกผัก แต่ช่วยปลูกสังคมเกษตรอินทรีย์ให้เติบโต

จุดเริ่มต้นของ “โอ้กะจู๋” แบรนด์สลัดออร์แกนิกที่หลายคนคุ้นเคย ไม่ได้มาจากความตั้งใจที่จะทำธุรกิจตั้งแต่แรก แต่มาจากใจรักและอุดมการณ์ในการทำเกษตรอินทรีย์ของผู้ก่อตั้ง คุณโจ้-จิรายุทธ ภูวพูนผล หนึ่งในผู้ก่อตั้งโอ้กะจู๋ ได้พาเราย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิด แนวคิด และการเดินทางที่ไม่ใช่แค่ปลูกผัก แต่เป็นการปลูกสังคมเกษตรอินทรีย์ให้เติบโตไปพร้อมกัน รวมถึงการบุกเบิกตลาดซูเปอร์ฟู้ดพื้นบ้านอย่าง “ไข่ผำ”

จุดเริ่มต้นจากใจรัก สู่รากฐานความยั่งยืนของโอ้กะจู๋

“หลักการอันดับแรกเลยก็คืออย่างน้อยต้องมีใจรักแล้วก็ต้องมีอุดมการณ์พอสมควร” คุณโจ้ย้ำถึงหัวใจสำคัญ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์นั้นค่อนข้างยาก มีต้นทุนที่สูงกว่าปกติ และผลผลิตที่ได้ก็ไม่เป็นไปตามเป้าเสมอไป 

สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นข้อจำกัดคือ ต้นทุนที่สูงกว่าการทำเกษตรทั่วไป ผลผลิตที่ได้อาจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะโรคและแมลงเข้าทำลายได้ง่าย ทำให้บางครั้งผลผลิตที่ได้ไม่ถึงครึ่ง นั่นหมายความว่าต้นทุนต่อหน่วยสูงนั่นเอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำลายความตั้งใจของทีมผู้ก่อตั้งอย่างคุณโจ้ คุณอู๋ และคุณต้อง จนกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวพวกเขาทุกคนในฐานะคนทำเกษตรอินทรีย์ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาระบบนิเวศและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้น้อยที่สุด ซึ่งตรงกับแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) 

การทำเกษตรอินทรีย์ของโอ้กะจู๋สอดคล้องกับเรื่อง ESG โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล (G) คุณโจ้ยืนยันว่า ด้วยความซื่อสัตย์ต่อคุณลูกค้าก่อนเป็นพื้นฐาน และขยายผลไปสู่การมีธรรมาภิบาลกับทีมงานในองค์กร ลูกค้า รวมถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคมภายนอก เพราะหากภายในยังไม่โอเคก็ยากที่จะตั้งใจทำเรื่องความยั่งยืนกับภายนอกอย่างแท้จริง 

ปลูกสังคมเกษตรอินทรีย์

ก่อนหน้านี้โอ้กะจู๋ตั้งใจที่จะปลูกผักเองทั้งหมด ไม่รับผักจากภายนอก เพราะกังวลเรื่องคุณภาพและผลกระทบต่อลูกค้า แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น และต้องการที่จะแบ่งปันโอกาส รวมถึงต้องการทำให้สังคมเกษตรอินทรีย์เติบโตยิ่งขึ้น จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พวกเขาเริ่มเปิดใจรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรภายนอก

โอ้กะจู๋เริ่มต้นจากการสนับสนุนเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ 5 ราย ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว และประสบปัญหาเรื่องการผลิต งบประมาณ หรือการขาย โอ้กะจู๋เข้าไปช่วยพูดคุย หาวิธีร่วมกัน ด้วยความเชื่อที่ว่าหากกลุ่มเล็กๆ เติบโตได้ อนาคตก็จะสามารถขยายไปสู่กลุ่มอื่นๆ และทำให้สังคมเกษตรอินทรีย์แผ่วงกว้างมากขึ้น

การเดินทางในช่วงแรกนั้นไม่ง่ายเลย คุณโจ้เล่าว่า “ปีสองปีแรกค่อนข้างมีปัญหาค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเรื่องการผลิตที่ทำได้เพียง 3 เดือนต่อปี (ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์) นอกฤดูร้อนและฝนจะผลิตไม่ได้” โอ้กะจู๋พยายามแบ่งปันองค์ความรู้ (know-how) เช่น การทำโรงเรือนง่ายๆ โดยใช้ไม้ไผ่ที่มีอยู่ตามพื้นที่สูงมาทำเป็นเสา แล้วใช้พลาสติกคลุม ปีที่สอง เกษตรกรเริ่มทำตามแนวทางที่แนะนำ ผลผลิตเริ่มนิ่งขึ้น และในปีที่สาม กว่า 80% ของเกษตรกรได้ลงทุนทำโรงเรือน ทำให้ผลิตได้อย่างต่อเนื่องแม้ในหน้าฝน 

เมื่อการผลิตผักสลัดจากกลุ่มเกษตรกรเริ่มคงที่ ประมาณสามปีที่แล้ว โอ้กะจู๋จึงเริ่มขยายไปสู่พืชชนิดอื่นภายใต้ตลาด “โอ้กาด” โดยเริ่มต้นจากคำถามของลูกค้าที่ต้องการผักชนิดอื่นนอกจากสลัด ทำให้พวกเขาเริ่มกระจายการรับซื้อพืชผักอื่นๆ เช่น ผักโขม หรือผักพื้นบ้าน โดยเน้นส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรมากกว่าปลูกเอง

โอ้กาด เซอร์ติฟายด์ และการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

เพื่อรักษามาตรฐาน โอ้กะจู๋ได้ตั้งทีมส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และมีอีกทีมหนึ่งสำหรับตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐานที่ใช้คือ PGS (Participatory Guarantee Systems) ซึ่งเป็นเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมที่เกษตรกรระดับชาวบ้านทำได้ โดยยึดตามหลักเกษตรอินทรีย์เป็นส่วนใหญ่ และตั้งชื่อว่า โอ้กาด เซอร์ติฟายด์ หากแปลงใดผ่านการตรวจเรื่องการใช้ดิน น้ำ ปัจจัยการผลิต และมีแนวรั้วกั้นสารเคมี ก็จะได้รับโอ้กาด เซอร์ติฟายด์ ซึ่งปัจจุบันโอ้กะจู๋ปลูกผักสลัดเอง 70% และรับซื้อจากกลุ่มเกษตรกรที่สนับสนุนประมาณ 30% 

ผลลัพธ์ของโครงการโอ้กาดที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเกษตรกรนั้นชัดเจน คุณโจ้เล่าถึงเรื่องใหญ่ๆ ที่เห็นได้ชัดประการแรก คือ สุขภาพที่ดีขึ้น เกษตรกรหลายรายเคยทำเกษตรเคมีมาก่อน และต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพ เช่น ภูมิแพ้ มะเร็ง หรือตาบอด จากการสัมผัสปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง เมื่อเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ สุขภาพของพวกเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสามารถพาลูกหลานเข้าไปช่วยงานในสวนได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมี นอกจากนี้ พวกเขายังสามารถกินผลผลิตจากแปลงของตัวเองได้อย่างปลอดภัย

ประการต่อมาคือ ความมั่นคงทางการเงิน โอ้กะจู๋ทำข้อตกลงซื้อขาย (MOU) ไม่ว่าจะฤดูไหน ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจว่ามีที่ขายแน่นอน กลุ่มเกษตรกรจำนวนมากสามารถปลดหนี้สิน มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น และบางคนมีเงินเก็บเป็นแสน หรือสามารถออกรถใหม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรแบ่งปันโอกาสและโควต้าการปลูกให้ผู้อื่น ซึ่งช่วยให้หลายคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นลูกโซ่

จากเกษตรกรเพียง 5 รายในตอนแรก ตอนนี้มีเกษตรกรในเครือข่ายเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100 ราย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้ามากขึ้นโอ้กะจู๋ยังได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบ โดยจะสุ่มตรวจแปลงปลูกไตรมาสละครั้ง และกำลังสร้างห้องแล็บของตัวเองเพื่อตรวจหาสารเคมีตกค้างในผลผลิต ทุกล็อตที่ส่งเข้ามา หากพบสารเคมีจะตีกลับทันที

เพาะเลี้ยงซูเปอร์ฟู้ดพื้นบ้านแบบออร์แกนิก

นอกจากผักสลัด โอ้กะจู๋ยังให้ความสำคัญกับเทรนด์ซูเปอร์ฟู้ด โดยหนึ่งในพืชที่พวกเขาบุกเบิกคือ “ไข่ผำ” (Wolffia) ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านที่ชาวบ้านรู้จักแต่คนทั่วไปอาจไม่คุ้นเคย คุณโจ้เล่าว่าเลือกไข่ผำเพราะเป็นพืชท้องถิ่น และมีความสามารถในการเพาะปลูกให้สะอาดและปลอดภัยได้

ปกติไข่ผำมักเลี้ยงในบ่อน้ำธรรมชาติซึ่งอาจมีเชื้อปนเปื้อน แต่โอ้กะจู๋นำมาเลี้ยงในระบบปิดโดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อลดสิ่งเจือปนให้ได้น้อยที่สุด และนำเข้าสู่ระบบ HPP (High-Pressure Processing) เพื่อฆ่าเชื้อด้วยแรงดัน โดยไม่ทำให้พืชสุก เพื่อคงคุณค่าทางโภชนาการที่ควรได้รับจากการกินสด แม้จะยังไม่ถึงขั้นโรงงานปลูกพืช (plant factory) แต่ก็ยังคงยึดแนวคิดอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในการเลี้ยง

ไข่ผำกินสดได้วิตามินและไฟเบอร์เต็มที่ เป็นพืชที่โตเร็วมาก เพียงหนึ่งสัปดาห์ก็ขยายตัวได้เยอะ การทำตลาดไม่ยากนัก เพราะคนส่วนใหญ่รู้จัก แต่ความท้าทายคือการนำมาพัฒนาเป็นเมนูที่อร่อย ทีมวิจัยและพัฒนาของโอ้กะจู๋ได้สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น นำมาผสมในสลัด ทำเป็นเครื่องดื่มอย่างมะพร้าวไข่ผำซึ่งเคยขายดีมาก ไข่ผำยังเป็นพืชที่มีโปรตีนสูงอีกด้วย 

ในงานบ้านและสวนแฟร์ Midyear 2025 เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โอ้กะจู๋ได้เปิดตัวเมนูที่มีไข่ผำเป็นวัตถุดิบ อย่าง สลัดทูน่ายำแซ่บไข่ผำ รวมถึงชวน Oh! Juice มาเปิดตัวขายเมนู Blue Coco Wolffia ที่มีไข่ผำเป็นส่วนผสมมาขายเป็นที่แรกด้วย

ขยายธุรกิจ และสังคมเกษตรอินทรีย์

คุณโจ้มองเป้าหมายต่อไปข้างหน้าว่า โอ้กะจู๋จะยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดิมพร้อมขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์อื่นๆ เช่น Oh! Juice ที่เป็นสมูทตี้เพื่อสุขภาพ หรือ Oh ka Jhu Wrap and Roll ที่ยังคงแนวคิดเฮลตี้เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสความหลากหลายมากขึ้น

ความตั้งใจเดิมที่จะขยายสังคมเกษตรอินทรีย์ก็ยังคงอยู่ และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นวงการเกษตรอินทรีย์ของไทย คุณโจ้ยินดีที่จะร่วมมือและส่งเสริมบริษัทอื่นๆ ที่มีความตั้งใจจะทำเช่นเดียวกัน เพราะมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยโดยรวมเพราะว่า 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ อาชีพเยอะที่สุดในประเทศไทย ก็เป็นเกษตรกร คุณโจ้เน้นย้ำถึงความสำคัญ การทำเกษตรที่สร้างมลพิษจากการใช้สารเคมีหรือการเผา ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของทุกคน รวมถึงคนในเมืองด้วย เพราะน้ำจากภาคเหนือไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และปัญหามลพิษทางอากาศจากการเผาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่าปัจจุบันพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยยังคงเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก “เผลอๆ มันแค่ระดับ 0.001 จาก 100 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกเกษตรทั้งหมดในประเทศไทย และในซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีชั้นวางผักอินทรีย์เพียงส่วนเล็กๆ” แต่คุณโจ้เชื่อว่า “เราคิดว่าก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำเลยมันก็ไม่ได้เริ่มต้นสักที และหวังว่าในอนาคตจะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น”